
Proficiency Testing (PT Program) ต่างจาก Certified Reference Material (CRM) อย่างไร?
Proficiency Testing Program หรือ PT คือการทดสอบความสามารถของห้องปฏิบัติการ โดยเปรียบเทียบผลวิเคราะห์ของห้องแล็บเรากับห้องแล็บอื่นในโปรแกรมเดียวกัน ส่วน Certified Reference Material หรือ CRM คือวัสดุอ้างอิงที่มีค่ารับรอง ใช้ตรวจสอบความถูกต้อง สอบเทียบ และควบคุมคุณภาพผลวิเคราะห์ภายในห้องแล็บ
สรุปง่ายที่สุดคือ PT ใช้ประเมิน “ความสามารถของห้องแล็บเมื่อเทียบกับผู้อื่น” ส่วน CRM ใช้ควบคุม “ความถูกต้องของผลวิเคราะห์ภายในห้องแล็บ”
สำหรับห้องแล็บที่ทำงานภายใต้ ISO/IEC 17025 ควรใช้ทั้ง PT และ CRM ร่วมกัน เพราะทั้งสองอย่างช่วยยืนยันความน่าเชื่อถือของผลทดสอบคนละมุม
ความหมายของ Proficiency Testing Program (PT) และ Certified Reference Material (CRM)
Proficiency Testing Program (PT) คืออะไร
Proficiency Testing Program หรือ PT คือโปรแกรมทดสอบความสามารถของห้องปฏิบัติการ โดยผู้จัดโปรแกรมจะส่งตัวอย่างเดียวกันหรือใกล้เคียงกันให้หลายห้องแล็บวิเคราะห์ จากนั้นนำผลที่แต่ละห้องแล็บรายงานมาเปรียบเทียบกันด้วยสถิติ เช่น z-score, En score หรือ performance score อื่น ๆ
PT ช่วยตอบคำถามสำคัญว่า:
“ผลวิเคราะห์ของห้องแล็บเราใกล้เคียงกับห้องแล็บอื่นหรือค่าที่กำหนดไว้หรือไม่?”
มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับผู้จัดโปรแกรม PT คือ ISO/IEC 17043 ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำหรับความสามารถของผู้ให้บริการ proficiency testing และใน ISO/IEC 17025:2017 ข้อ 7.7.2 ระบุว่าห้องปฏิบัติการต้องติดตามสมรรถนะโดยเปรียบเทียบกับผลของห้องปฏิบัติการอื่น เมื่อมีและเหมาะสม เช่น การเข้าร่วม PT หรือ interlaboratory comparison
Certified Reference Material (CRM) คืออะไร
Certified Reference Material หรือ CRM คือวัสดุอ้างอิงที่มีค่าคุณสมบัติผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการ โดยมีเอกสาร Certificate ระบุค่าที่รับรอง เช่น certified value, uncertainty, traceability, วิธีการกำหนดค่า, ความเป็นเนื้อเดียวกัน และความเสถียร
CRM ใช้ตอบคำถามว่า:
“วิธีวิเคราะห์ เครื่องมือ และระบบ QC ภายในของเรายังให้ผลถูกต้องหรือไม่?”
มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิต Reference Material คือ ISO 17034:2016 ซึ่งระบุข้อกำหนดด้านความสามารถและการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอของผู้ผลิตวัสดุอ้างอิง และครอบคลุมการผลิต reference materials รวมถึง certified reference materials
PT และ CRM ใช้ทำอะไรในห้องแล็บ
PT และ CRM ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และไม่ควรใช้แทนกันโดยตรง เพราะมีวัตถุประสงค์ต่างกัน
PT ใช้ทำอะไร
PT ใช้เพื่อประเมินความสามารถของห้องแล็บจากผลการทดสอบจริง โดยเปรียบเทียบกับห้องแล็บอื่นหรือค่าที่กำหนดโดยผู้จัดโปรแกรม
PT เหมาะสำหรับ:
- ประเมิน competency ของห้องแล็บ
- ใช้เป็นหลักฐานต่อผู้ตรวจประเมิน ISO/IEC 17025
- ตรวจสอบ bias หรือความคลาดเคลื่อนของห้องแล็บเมื่อเทียบกับ peer group
- ประเมินความสามารถของ method, analyst, equipment และ reporting process ทั้งระบบ
- ใช้ติดตามแนวโน้มความสามารถของห้องแล็บในแต่ละรอบการทดสอบ
- ระบุปัญหาที่อาจมองไม่เห็นจาก QC ภายใน
ตัวอย่าง: ห้องแล็บวิเคราะห์โลหะหนักในน้ำเข้าร่วม PT โปรแกรมเดียวกับห้องแล็บอื่น หากผลของห้องแล็บได้ z-score อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ แสดงว่าผลการวิเคราะห์มีความสอดคล้องกับกลุ่มห้องแล็บในโปรแกรมนั้น
CRM ใช้ทำอะไร
CRM ใช้ในกระบวนการวิเคราะห์ประจำวัน เพื่อยืนยันว่าเครื่องมือ วิธีวิเคราะห์ และผลทดสอบยังถูกต้องตามเกณฑ์ที่กำหนด
CRM เหมาะสำหรับ:
- สอบเทียบเครื่องมือหรือ calibration
- ตรวจสอบ accuracy ของ method
- ทำ method validation หรือ method verification
- ใช้เป็น quality control sample
- ตรวจสอบ recovery, bias และ measurement uncertainty
- ใช้ยืนยันผลก่อนรายงานลูกค้า
- ใช้เป็นเอกสารประกอบ audit ภายในและภายนอก
ตัวอย่าง: ห้องแล็บใช้ CRM โลหะมาตรฐานสำหรับ XRF เพื่อตรวจสอบว่าเครื่อง XRF อ่านค่า Fe, Cr, Ni หรือ Mn ได้ถูกต้องก่อนวิเคราะห์ตัวอย่างลูกค้า
PT และ CRM สำคัญต่อ ISO/IEC 17025 อย่างไร
สำหรับห้องปฏิบัติการที่ต้องการรักษาระบบคุณภาพตาม ISO/IEC 17025 ทั้ง PT และ CRM มีบทบาทสำคัญ แต่สนับสนุนข้อกำหนดคนละด้าน
ความสำคัญของ PT ต่อ ISO/IEC 17025
PT เป็นหนึ่งในวิธีสำคัญในการแสดงให้เห็นว่าห้องแล็บสามารถสร้างผลทดสอบที่น่าเชื่อถือได้ เมื่อเปรียบเทียบกับห้องแล็บอื่น
ในมุมของ ISO/IEC 17025, PT ช่วยแสดงว่า:
- ห้องแล็บมีความสามารถในการทดสอบจริง
- วิธีวิเคราะห์ให้ผลสอดคล้องกับห้องแล็บอื่น
- ระบบการเตรียมตัวอย่าง การวิเคราะห์ การคำนวณ และการรายงานผลทำงานได้ครบวงจร
- มีการติดตาม performance และปรับปรุงเมื่อผลไม่เป็นไปตามเกณฑ์
- ห้องแล็บมีแผนเข้าร่วม PT หรือ interlaboratory comparison อย่างเหมาะสม
ILAC P9:01/2024 เป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ PT และ/หรือ interlaboratory comparison ในกระบวนการรับรองความสามารถ โดย ILAC ระบุว่าเอกสารนี้จัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับ ISO/IEC 17025:2017, ISO 15189:2022 และ ISO/IEC 17011
ความสำคัญของ CRM ต่อ ISO/IEC 17025
CRM ช่วยสนับสนุนการควบคุมคุณภาพภายใน การตรวจสอบความถูกต้องของผล และการสอบกลับได้ของการวัด
ในมุมของ ISO/IEC 17025, CRM ช่วยแสดงว่า:
- ห้องแล็บมีระบบควบคุมความถูกต้องของผลวิเคราะห์
- เครื่องมือและวิธีวิเคราะห์ได้รับการตรวจสอบด้วยวัสดุอ้างอิงที่เหมาะสม
- ผลการวัดมีความเชื่อมโยงกับค่าที่รับรองและ traceability
- มีหลักฐานสำหรับ method validation, method verification และ routine QC
- สามารถใช้ข้อมูลจาก CRM เพื่อประเมิน bias และ uncertainty ได้
ISO 17034 ยังช่วยให้ผู้ใช้ CRM มั่นใจว่าผู้ผลิต Reference Material มีความสามารถและมีการดำเนินงานที่สอดคล้องในการผลิตวัสดุอ้างอิง
วิธีเลือก PT หรือ CRM และข้อควรระวัง
วิธีเลือก Proficiency Testing Program (PT)
ก่อนเลือก PT Program ห้องแล็บควรตรวจสอบปัจจัยต่อไปนี้:
- Scope ต้องตรงกับงานที่ขอรับรองหรือใช้งานจริง
เช่น น้ำเสีย โลหะ อาหาร สิ่งแวดล้อม ปิโตรเลียม แร่ โลหะผสม หรือผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม - Analyte ต้องตรงกับรายการทดสอบ
เช่น Pb, Cd, As, Hg, Ni, Cr, Fe, Mn, pesticide, nutrient, microbiology หรือ parameter เฉพาะ - Matrix ต้องใกล้เคียงกับตัวอย่างจริง
เช่น น้ำ ดิน โลหะ อาหาร น้ำมัน สารเคมี หรือวัสดุอุตสาหกรรม - ผู้จัดโปรแกรมควรมีความน่าเชื่อถือ
ควรพิจารณาผู้ให้บริการที่ดำเนินงานตาม ISO/IEC 17043 หรือได้รับการยอมรับจากหน่วยรับรอง - รอบการเข้าร่วมต้องเหมาะกับแผนคุณภาพของห้องแล็บ
ไม่ควรเข้าร่วมเฉพาะก่อน audit แต่ควรวางแผนตามความเสี่ยง ความถี่ของงาน และข้อกำหนดของ scope - รายงานผลต้องใช้วิเคราะห์ปรับปรุงได้จริง
PT ที่ดีควรมีข้อมูลสถิติ เกณฑ์การประเมิน และคำอธิบายผลที่ช่วยให้ห้องแล็บทำ corrective action ได้
วิธีเลือก Certified Reference Material (CRM)
ก่อนซื้อ CRM ควรตรวจสอบ:
- Matrix ตรงหรือใกล้เคียงกับตัวอย่างจริง
- Certified value ครอบคลุม analyte ที่ต้องการ
- ช่วงความเข้มข้นเหมาะกับระดับที่ห้องแล็บวิเคราะห์
- Certificate ระบุ uncertainty และ traceability ชัดเจน
- ผู้ผลิตมีระบบคุณภาพ เช่น ISO 17034
- วันหมดอายุและเงื่อนไขการเก็บรักษาชัดเจน
- รูปแบบวัสดุเหมาะกับเครื่องมือ เช่น solid disc, powder, liquid standard, pellet หรือ ampoule
- เหมาะกับ intended use เช่น calibration, validation หรือ QC
ข้อควรระวัง
- อย่าใช้ CRM แทน PT แล้วถือว่าเพียงพอต่อการเปรียบเทียบกับห้องแล็บอื่น
- อย่าเข้าร่วม PT โดยไม่มีแผนวิเคราะห์ผลและ corrective action
- อย่าเลือก PT ที่ matrix ไม่ตรงกับ scope จริง
- อย่าเลือก CRM จากราคาถูกที่สุดโดยไม่ดู certificate
- อย่าใช้ CRM ที่หมดอายุหรือเก็บผิดเงื่อนไข
- อย่าใช้ PT เพียงปีละครั้งโดยไม่ประเมินความเสี่ยงของแต่ละรายการทดสอบ
- อย่าใช้ CRM โดยไม่มี control chart หรือเกณฑ์ยอมรับภายใน
ตารางเปรียบเทียบ PT กับ CRM ต่างกันอย่างไร
| หัวข้อ | Proficiency Testing Program (PT) | Certified Reference Material (CRM) |
|---|---|---|
| ความหมาย | โปรแกรมทดสอบความสามารถของห้องแล็บโดยเปรียบเทียบผลกับห้องแล็บอื่นหรือค่าที่กำหนด | วัสดุอ้างอิงที่มีค่ารับรอง ใช้ตรวจสอบความถูกต้องของผลวิเคราะห์ |
| เป้าหมายหลัก | ประเมิน performance ของห้องแล็บ | ควบคุม accuracy และ reliability ภายในห้องแล็บ |
| ใช้เปรียบเทียบกับใคร | เปรียบเทียบกับ peer group หรือ assigned value | เปรียบเทียบกับ certified value |
| ความถี่การใช้งาน | เป็นรอบตามโปรแกรม เช่น รายไตรมาส รายครึ่งปี หรือรายปี | ใช้ได้บ่อยในงานประจำวัน ราย batch หรือช่วงตรวจสอบเครื่องมือ |
| เหมาะกับงาน | ISO/IEC 17025, audit, external performance monitoring | Calibration, method validation, method verification, routine QC |
| ผลลัพธ์ที่ได้ | PT report, z-score, En score หรือ performance evaluation | Certificate, certified value, uncertainty, traceability |
| ใช้แทนกันได้หรือไม่ | ใช้แทน CRM ไม่ได้ | ใช้แทน PT ไม่ได้ |
| จุดแข็ง | เห็นความสามารถของห้องแล็บเมื่อเทียบกับผู้อื่น | ควบคุมคุณภาพผลวิเคราะห์ได้ต่อเนื่องภายในห้องแล็บ |
| ความเสี่ยงถ้าไม่ใช้ | ไม่เห็น bias เมื่อเทียบกับห้องแล็บอื่น และอาจไม่ครบตามแผน ISO/IEC 17025 | ขาดหลักฐานยืนยันความถูกต้องของ method, instrument และ QC |
| คำแนะนำ | ควรมีแผนเข้าร่วมตาม scope และความเสี่ยง | ควรเลือกให้ตรง matrix, analyte และช่วงความเข้มข้น |
ตัวอย่างการใช้งานจริงในห้องแล็บ
ตัวอย่างที่ 1: ห้องแล็บสิ่งแวดล้อม วิเคราะห์โลหะหนักในน้ำ
ห้องแล็บวิเคราะห์ Pb, Cd, As และ Hg ในน้ำเสียด้วย ICP-OES หรือ ICP-MS
การใช้ CRM: ใช้ CRM หรือ certified standard solution สำหรับสร้าง calibration curve, ตรวจสอบ recovery และทำ QC sample ระหว่าง batch
การใช้ PT: เข้าร่วม PT Program ด้านโลหะหนักในน้ำ เพื่อดูว่าผลวิเคราะห์ของห้องแล็บสอดคล้องกับห้องแล็บอื่นหรือไม่
สรุป: CRM ช่วยคุมคุณภาพทุกวัน ส่วน PT ช่วยยืนยันความสามารถในระดับ external comparison
ตัวอย่างที่ 2: ห้องแล็บโลหะ ใช้ XRF วิเคราะห์ Stainless Steel
ห้องแล็บใช้เครื่อง XRF วิเคราะห์ Cr, Ni, Mo, Mn และ Fe ใน stainless steel
การใช้ CRM: ใช้ CRM แบบ solid disc ที่มี matrix ใกล้เคียงกับ stainless steel เพื่อทำ calibration, drift correction และ check standard
การใช้ PT: เข้าร่วม PT หรือ interlaboratory comparison ด้านโลหะ เพื่อพิสูจน์ว่าผลวิเคราะห์ของห้องแล็บเทียบกับห้องอื่นได้
สรุป: CRM เหมาะกับการควบคุมเครื่อง XRF รายวัน ส่วน PT เหมาะกับการยืนยันความสามารถของระบบวิเคราะห์ทั้งหมด
ตัวอย่างที่ 3: ห้องแล็บอาหาร วิเคราะห์สารปนเปื้อน
ห้องแล็บวิเคราะห์สารปนเปื้อนในอาหาร เช่น heavy metals, pesticide residues หรือ mycotoxins
การใช้ CRM: ใช้ matrix CRM ที่ใกล้เคียงกับตัวอย่างอาหารจริง เพื่อประเมิน recovery และ method validation
การใช้ PT: เข้าร่วม PT Program ด้าน food analysis เพื่อแสดงความสามารถต่อผู้ตรวจประเมินและลูกค้า
สรุป: ถ้าใช้แต่ CRM ห้องแล็บจะรู้ว่าระบบภายในทำงานดี แต่ยังไม่รู้ว่าเทียบกับห้องแล็บอื่นเป็นอย่างไร ถ้าใช้แต่ PT ก็อาจรู้ผลปีละไม่กี่ครั้ง แต่ขาดการควบคุมคุณภาพรายวัน
Checklist: ห้องแล็บควรมีอะไรบ้างเพื่อใช้ PT และ CRM ให้ถูกต้อง
Checklist สำหรับ PT
- มีแผนเข้าร่วม PT รายปี
- เลือก PT ให้ตรงกับ scope ที่ขอรับรอง
- เลือก matrix และ analyte ให้ใกล้เคียงงานจริง
- มีเกณฑ์ยอมรับผล PT
- มีการทบทวน PT report
- มี corrective action เมื่อผลไม่ผ่าน
- มีบันทึกผลและหลักฐานประกอบ audit
- มีการวิเคราะห์แนวโน้มผล PT ในระยะยาว
Checklist สำหรับ CRM
- มีบัญชีรายการ CRM ที่ใช้งาน
- มี Certificate of Analysis ครบทุก lot
- ตรวจสอบ expiry date ก่อนใช้งาน
- เก็บรักษาตามเงื่อนไขผู้ผลิต
- ใช้ CRM ตรงกับ intended use
- มี control chart หรือเกณฑ์ยอมรับ
- บันทึกวันที่เปิดใช้และผู้ใช้งาน
- ทบทวนผล CRM เมื่อพบ out of control
คำถามที่พบบ่อย
PT กับ CRM ต่างกันอย่างไร
PT คือโปรแกรมทดสอบความสามารถของห้องแล็บโดยเปรียบเทียบผลกับห้องแล็บอื่น ส่วน CRM คือวัสดุอ้างอิงที่มีค่ารับรอง ใช้ตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องมือ วิธีวิเคราะห์ และผลทดสอบภายในห้องแล็บ
ห้องแล็บ ISO/IEC 17025 ต้องใช้ทั้ง PT และ CRM หรือไม่
โดยทั่วไปควรใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน เพราะ PT ใช้ติดตามสมรรถนะโดยเปรียบเทียบกับห้องแล็บอื่น ส่วน CRM ใช้ควบคุมคุณภาพและความถูกต้องของผลวิเคราะห์ภายในห้องแล็บ ISO/IEC 17025 ระบุให้ห้องแล็บต้องติดตามความถูกต้องของผล และเมื่อมีและเหมาะสม ต้องมีการเปรียบเทียบกับผลของห้องแล็บอื่น เช่น PT หรือ interlaboratory comparison
ใช้ CRM แทน PT ได้ไหม
ไม่ควรใช้แทนกันโดยตรง เพราะ CRM ตรวจสอบความถูกต้องภายในห้องแล็บ แต่ PT ประเมินความสามารถเมื่อเทียบกับห้องแล็บอื่น ผู้ตรวจประเมินมักต้องการเห็นทั้งการควบคุมคุณภาพภายในและหลักฐาน external performance monitoring
ใช้ PT แทน CRM ได้ไหม
ไม่ควรใช้ PT แทน CRM เพราะ PT เป็นการประเมินเป็นรอบ ๆ ไม่ได้ใช้ควบคุมคุณภาพรายวันหรือราย batch เหมือน CRM ห้องแล็บยังควรมี CRM หรือ QC material เพื่อควบคุมผลวิเคราะห์ระหว่างการทำงานประจำ
ถ้าผล PT ไม่ผ่านต้องทำอย่างไร
ควรทบทวนกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การรับตัวอย่าง การเตรียมตัวอย่าง เครื่องมือ calibration curve reagent analyst calculation จนถึงการรายงานผล จากนั้นต้องทำ root cause analysis และ corrective action พร้อมบันทึกหลักฐาน
เลือก PT Program อย่างไรให้เหมาะกับห้องแล็บ
ควรเลือก PT ที่ตรงกับ scope, matrix, analyte, method และระดับความเข้มข้นที่ห้องแล็บใช้งานจริง รวมถึงพิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้จัดโปรแกรมและรูปแบบรายงานผล
เลือก CRM อย่างไรให้เหมาะกับงานวิเคราะห์
ควรเลือก CRM ที่มี matrix ใกล้เคียงตัวอย่างจริง มี certified value ครอบคลุม analyte ที่ต้องการ มี uncertainty และ traceability ชัดเจน และเหมาะกับเทคนิคที่ใช้ เช่น XRF, ICP, AAS, OES, HPLC หรือ GC